[SF]Love hurts...[2] {Minho x Keybum}
posted on 26 Oct 2009 20:57 by i-am-mistyrose in FICTION
Title: Love hurts...[2]
Couple: Minho x Keybum
Author's Notes: หาเพลงช้าๆเศร้าๆเปิดคลอกันด้วยนะคะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามมากๆเลยค่ะ ^^
มีหลายคนบอกว่า...
บางครั้งคนเราก็มักโง่เขลากับสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก"
มองไม่เห็นคุณค่าของมันจนกระทั่งสูญเสียไป
ถึงได้รู้ซึ้งถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความเจ็บปวด"
และบางทีผมเอง...
ก็อาจจะเป็นคน ๆ นั้น
.
.
.
เช้าวันนี้ผมตื่นนอนขึ้นมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ รู้สึกเพียงแต่ว่า
มันทำให้ผมรู้สึกไม่สดชื่นเอาเสียเลย ผมลุกขึ้นนั่งก่อนกวาดสายตามองไปรอบห้องนอน
มีเพียงเตียงนอนที่ว่างเปล่าไร้เงาเจ้าของ ผมตัดสินใจลุกขึ้นก่อนจะหันไปมองเตียงชั้นบน
ฝั่งเดียวกันก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่าไม่ต่างกัน ผมยืนมองเตียงนอนสีหวานนั้นอย่างครุ่นคิด
ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจไปอาบน้ำ
ทันทีที่เปิดประตูออกมาจากห้องนอน เสียงพูดคุยดังแว่วมาจากห้องครัว สมาชิกคนอื่นคงกำลัง
นั่งทานมื้อเช้าด้วยกันอยู่ น่าแปลกที่วันนี้ทุกคนกลับปล่อยให้เขานอนหลับสบาย ถึงแม้ว่าวันนี้
จะไม่มีงานในช่วงเช้า แต่เมื่อมีโอกาสใช้เวลาว่างร่วมกันพวกเราก็มักจะทำกันอยู่เสมอ ๆ เพราะ
เราคือครอบครัวเดียวกัน
ความคิดในใจหยุดลงเมื่อก้าวเข้ามาในห้องครัว เสียงพูดคุยเองก็ดูเหมือนจะชะงักตามไปด้วย
ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของน้องเล็กด้วยความไม่เข้าใจ สายตาของแทมินที่มามาทางผมมีแวว
ตัดพ้อและผิดหวัง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมน้องถึงมองเขาแบบนั้น แต่พอผมจะเอ่ยปากถามให้
หายสงสัยแทมินกลับหลบสายตาและสนใจอาหารบนโต๊ะตามเดิมก่อนพี่ใหญ่จะทักทายผมเป็น
คนแรก
"นอนเพลินเลยนะมินโฮ"
ผมยิ้มเก้อให้กับพี่จินกิก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วมองหาใครคนหนึ่งที่หายไปจากตรงนี้
และดูเหมือนพี่จงฮยอนจะเข้าใจสายตาของผมจึงพูดขึ้นมา
"คีย์ออกไปทำธุระน่ะ"
"ธุระ? ธุระอะไรแต่เช้าแบบนี้น่ะพี่?" ผมถามต่อแต่พี่จงฮยอนกลับส่ายหน้า
"ไม่รู้เหมือนกัน คีย์เขียนโน้ตทิ้งไว้ก่อนที่จะมีใครตื่นซะอีก"
คีย์ออกไปไหน?
แล้วมีอะไรด่วนนักถึงต้องรีบออกไปเช้าขนาดนั้น?
ผมครุ่นคิดอย่างสงสัยพลางตักอาหารเข้าปากด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่อาหารที่คีย์ทำ
รสชาติอร่อย แต่วันนี้ผมกลับกินด้วยความรู้สึกไม่อร่อยอย่างที่เคยเป็นเลย...
.
.
.
ผมเพิ่งทานอาหารเช้าไปได้ครึ่งหนึ่งก่อนจะวางตะเกียบลง เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง
ดังขึ้นก่อนพี่จินกิที่เป็นเจ้าของจะลุกออกจากห้องครัวเพื่อรับสายให้ทันเสียงเพลงที่ใกล้จะ
จบลง เสียงพี่จินกิคุยกับปลายสายดังแว่วเข้ามาแต่กลับจับใจความไม่ได้ ผมจึงกลับมาสนใจ
อาหารบนโต๊ะอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกเสียดายที่ผมคงทานไม่หมดจริง ๆ ผมตัดสินใจ
ลุกขึ้นจัดการเก็บล้างแทนทุกคนส่วนพี่จงฮยอนกับแทมินพากันเดินหายไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อดู
โทรทัศน์ด้วยกัน
หลังจากเก็บจานชามเข้าที่ผมเดินออกมาสมทบกับทุกคนที่ห้องนั่งเล่น พี่จินกิกำลังทบทวนตาราง
งานของวันนี้อีกครั้งนั่นคือไปซ้อมเต้นที่บริษัทเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับมินิอัลบั้มที่สามของ
พวกเรา แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือการถ่ายหน้าปกอัลบั้มเพื่อเตรียมโปรโมทในเว็บไซต์ให้แฟนคลับตื่นเต้น
กับการกลับมาในเร็ว ๆ นี้ของพวกเรา
“เตรียมตัวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนสิบเอ็ดโมงล่ะ พี่ชเวจินจะขับรถมารับ”
“อ้ออีกเรื่องนึง...เดี๋ยวคีย์จะตามไปเจอที่บริษัทเลยนะ เจ้าตัวโทรมาบอกพี่แล้ว”
ผมชะงักมือที่กำลังกดเปลี่ยนช่องก่อนจะเงยหน้ามองพี่จินกิเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังอะไร
ผิดไป พี่ชายควบตำแหน่งหัวหน้าวงมองหน้าผมอย่างงง ๆ ก่อนจะกลับไปสนใจกระดาษตาราง
งานในมือต่อเมื่อผมส่ายศีรษะ ผมวางรีโมทในมือลงและเดินไปยังห้องนอน แสงอาทิตย์ยาม
สายลอดผ่านเข้ามาให้เห็นภายในห้องโดยไม่ต้องเปิดไฟ ผมก้าวเข้าไปตรงหัวเตียงก่อนจะควาน
หาโทรศัพท์มือถือและกดหมายเลขปลายทางที่จำได้ขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังยาวแต่กลับไม่มีใคร
รับสาย ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะกดวางเมื่อปลายทางยังคงไม่กดรับ ผ่านไปอึดใจผม
ลองกดหมายเลขเพื่อโทรออกไปอีกครั้งแต่คราวนี้สัญญาณปลายทางกลับเปลี่ยนไป
‘หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...’
ผมพยายามโทรหาอีกฝ่ายหลายครั้งแต่ยังคงได้ยินเสียงปลายทางเป็นข้อความเดิม สุดท้ายผม
ก็กดวางสายและโยนโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงด้วยความรู้สึกวูบโหวงในอก
ทำไมถึงติดต่อคีย์ไม่ได้เลย...ทำไมกัน?
.
.
.
พี่ชเวจินมาตรงเวลา พวกเราเดินออกจากลิฟท์มาพร้อม ๆ กันก่อนจะทยอยขึ้นรถตู้ ผมก้าว
ขึ้นไปเป็นคนสุดท้ายก่อนที่ประตูรถจะปิดลง บรรยากาศภายในรถยังคงมีเสียงพูดคุยและ
เสียงหัวเราะของพี่จงฮยอนกับแทมินที่นั่งอยู่ตรงเบาะแถวกลาง ในขณะที่พี่จินกิพูดคุยเรื่อง
งานกับพี่ชเวจิน ผมหันไปมองนอกหน้าต่างเพราะไม่รู้จะทำอะไรก่อนจะหันกลับมามองที่นั่ง
ข้าง ๆ ที่ในวันนี้ว่างเปล่าไม่มีคีย์นั่งเหมือนอย่างทุกที ก่อนความคิดของผมจะหลุดลอยไปเมื่อ
นึกถึงเวลาที่มีใครอีกคนนั่งอยู่ข้าง ๆ ชวนเขาคุยอยู่เกือบตลอดหรือไม่ก็ใช้ไหล่ของผมเป็น
ที่พักพิงโดยที่ผมเองก็เต็มใจให้อีกฝ่ายทำแบบนั้น...
ผมก้าวเข้าไปในบริษัทที่ตอนนี้มีคนเข้าออกกันอย่างหนาตาก่อนจะเดินตามทุกคนขึ้นลิฟท์ไป
ยังชั้นแปดและตรงไปยังห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ที่ตอนนี้มีพี่ ๆ ทีมงานพร้อมที่จะแต่งหน้าทำผม
ให้พวกเราสำหรับการถ่ายปกมินิอัลบั้มในวันนี้ ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องผมมองเห็นร่างบอบบาง
ของคีย์กำลังถูกพี่ทีมงานสองคนช่วยกันแต่งหน้าและเซ็ทผม ผมทักทายทีมงานทุกคนก่อนจะ
เดินตรงไปยังหน้ากระจกใสบานใหญ่แล้วทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ คีย์
คีย์เหลือบสายตามองผมผ่านกระจกก่อนจะหันสายตาไปทางอื่น ไม่มีรอยยิ้มให้กับผมแม้แต่
นิดเดียว ผมเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไรจึงตัดสินเริ่มต้นบทสนทนาเสียเอง
"ออกไปไหนมาแต่เช้าหรอ?"
ผมถามขึ้นมาพลางมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อรอคำตอบ ก่อนคีย์จะตอบคำถามออกมาเสียงเบา
"ไปธุระ"
"ธุระอะไร?" ผมตามต่อแต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะพูดขึ้น
"ธุระส่วนตัว" ผมไม่รู้ว่าเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่าที่เหมือนกับว่าคีย์ไม่ค่อยอยากตอบคำถาม
ของผมสักเท่าไหร่นัก ผมจึงหยุดบทสนทนาที่อยากจะซักถามให้มากกว่านี้ลงแล้วปล่อยให้พี่
ทีมงานเข้ามาจัดการแต่งหน้าทำผมให้กับผมบ้าง
ไม่นานคีย์ก็พร้อมสำหรับการทำงานของวันนี้ ภาพลักษณ์จากผมสีบลอนด์ทองสว่างสดใส
เปลี่ยนมาเป็นสีผมดำสนิทและทำไฮไลท์สีม่วงที่ตัดเข้าทรงอย่างล้ำแฟชั่น ดวงตาคู่เรียวถูก
แต่งแต้มให้ดูโฉบเฉี่ยวน่ามอง แต่ไม่ว่าภาพลักษณ์ของคีย์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน คีย์ก็ยังดูดี
ในสายตาของผมเสมอ...
/Rrrrr/
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่วางอยู่ที่โต๊ะหน้ากระจกดังขึ้น เจ้าของมือบางฉวยหยิบขึ้นมา
ดูชื่อคนที่โทรเข้ามาก่อนจะยิ้มขึ้นมาบาง ๆ และเอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสดใสผิดกับ
เมื่อครู่เหลือเกิน
ใครกันที่โทรมา...
แล้วทำไมคีย์ถึงดีใจมากขนาดนั้น?
ครอบครัว...เพื่อน...
หรือว่าใคร?
คำถามในใจผมผุดขึ้นมามากมาย และดูเหมือนกับเรื่องราวที่พูดคุยมันเป็นส่วนตัวมากถึงขนาด
ที่คีย์ลุกจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปคุยที่อีกมุมหนึ่งของห้อง รอยยิ้มหวานที่เหล่าแฟนคลับชื่นชมนั้น
กำลังแย้มยิ้มราวกับว่าปลายสายอยู่ตรงหน้ากำลังทำให้ผมรู้สึกอิจฉา เพราะตั้งแต่เจอหน้ากันผม
ยังไม่ได้รับรอยยิ้มจากคีย์เลยแม้แต่นิดเดียว
นายกำลังคุยกับใคร?
แล้วทำไมถึงยิ้มแบบนี้ให้ฉันบ้างไม่ได้?
ผมยังคงเฝ้ามองคีย์ที่คุยโทรศัพท์อยู่จนกระทั่งแต่งหน้าทำผมเสร็จ ผมลุกขึ้นขอบคุณพี่ทีมงาน
ก่อนจะเดินไปหาร่างบอบบางที่เพิ่งกดวางสายไป แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้เรียกอีกฝ่ายคีย์กลับเดิน
ไปอีกทางก่อนจะเอ่ยชวนน้องเล็กเดินไปข้างนอกด้วยกัน ผมชะงักปลายเท้าอยู่กับที่ก่อนจะมอง
ตามอีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกสับสน
เกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเขาหรือเปล่า?
ทำไมผมถึงรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
ที่กำลังกั้นผมให้ห่างออกมาจากเขา...
สิ่งที่เรียกว่า...ความห่างเหิน
ผมคิดไปเองใช่มั้ย?
.
.
.
หลายชั่วโมงในการทำงานในสตูดิโอภายในบริษัททำให้ผมอดต้องลอบถอนหายใจด้วย
ความเหน็ดเหนื่อยก่อนจะรับน้ำดื่มที่พี่ทีมงานหยิบยื่นมาให้พลางมองไปยังฉากที่ถูกจัด
แสงไว้พร้อมตรงหน้า ผมยืนมองช่างกล้องที่กำลังถ่ายภาพของคีย์ที่เปลี่ยนท่าทางไป
เรื่อย ๆ ตามคำสั่ง ใบหน้าหวานดูเหนื่อยล้าไม่น้อยจนผมอดเป็นห่วงไม่ได้ ถึงแม้ว่าคีย์
จะเป็นคนที่ชอบดูแลสมาชิกในวงแต่เจ้าตัวกลับเป็นคนที่ป่วยบ่อยมากที่สุดเลยก็ว่าได้
ไม่นานเสียงตะโกนจากทีมงานบอกให้รู้ว่าการถ่ายภาพเดี่ยวของคีย์เสร็จสิ้นลงแล้ว
ร่างบอบบางโค้งศีรษะขอบคุณทุกคนก่อนจะเดินออกมาจากฉากเพื่อให้ทีมงานเตรียม
ฉากต่อไปให้กับสมาชิกคนต่อไป
ผมกำลังจะตะโกนเรียกชื่อคีย์แต่กลับมีใครบางคนเรียกผมขัดขึ้นมาเสียก่อน ผมหันไปมอง
ตามเห็นพี่ชเวจินเรียกให้เข้าฉากเพื่อถ่ายภาพเดี่ยวเป็นคนถัดไป ผมหันหลังกลับไปมองคีย์
ที่กำลังเดินออกจากสตูดิโอไปด้วยความเสียดายก่อนจะตัดใจเดินตรงไปยังฉากที่เตรียม
พร้อมเพื่อทำงานของตนเอง
สี่ชั่วโมงหลังจากถ่ายภาพปกเพื่อใช้ในมินิอัลบั้มที่สามเสร็จสิ้น แสงอาทิตย์ที่เคยแผดกล้า
ภายนอกตึกกำลังอ่อนแสงลง ทีมงานรวมไปถึงศิลปินต่างได้รับข้าวกล่องและน้ำดื่มก่อนจะ
แยกย้ายกันหาเก้าอี้ว่างเพื่อนั่งทานอาหารมื้อเย็นของวันร่วมกัน ผมเดินกลับมาจากห้องน้ำ
ก่อนยื่นมือรับข้าวกล่องกับน้ำจากพี่จงฮยอนที่เก็บเผื่อเอาไว้ให้ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่ง
ตรงข้าม ผมเหลือบมองคีย์ที่กำลังนั่งทานข้าวไปคุยไปอย่างสดใสกับพี่จินกิ ทั้ง ๆ ที่ทุกครั้ง
คีย์มักจะมานั่งติดกันกับเขาเพื่อคุยเรื่องนู่นนี่แล้วแต่เจ้าตัวจะสรรหามาเล่าสู่กันฟัง วันนี้กลับ
กลายเป็นว่าผมต้องนั่งกินข้าวและลอบมองอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ เพียงลำพัง
"ผมขอตัวก่อนนะครับ"
เสียงหวานดังขึ้นไม่เบานักทำให้ผมที่กำลังตักข้าวเข้าปากต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างสนใจ คีย์
กำลังยื่นกล่องข้าวที่ว่างเปล่าให้กับพี่ทีมงานคนหนึ่งก่อนจะโบกมือลาทุก ๆ คนในห้องแล้วเดิน
จากไป แต่กลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองมาที่ผมที่กำลังจ้องมองเขาอย่างตั้งใจแม้แต่นิดเดียว
ผมจัดการปิดฝากล่องข้าวก่อนจะเดินตรงไปหาพี่จินกิที่น่าจะรู้ว่าคีย์ออกไปไหน ผมทิ้งตัวลง
นั่งบนเก้าอี้ตัวที่คีย์เพิ่งใช้ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว
"พี่...คีย์เดินไปไหนน่ะ?"
พี่จินกิเงยหน้าขึ้นจากกล่องข้าวก่อนจะรีบเคี้ยวอาหารในปากแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะตอบผมกลับ
"ไปเอาของฝาก"
"ของฝาก? จากใคร?"
"จากเมืองจีน เห็นเล่าให้ฟังว่าพี่โจวหมี่ซื้อมาฝาก"
ผมตัดสินใจลุกขึ้นก่อนจะฝากพี่จินกิทิ้งกล่องข้าวกับน้ำดื่มลงถุงขยะและรีบเดินออกจาก
ห้องไป ผมมองทางเดินโล่งซ้ายขวาเพื่อตัดสินใจก่อนจะหมุนตัวไปทางซ้ายแล้ววิ่งตรงไป
ข้างหน้าพลางสอดส่ายตามองหาร่างบอบบางที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องไม่กี่นาทีก่อนแต่ก็
พบกับความว่างเปล่า ผมถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิดหวังก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังลิฟท์
เพื่อลงไปยังห้องซ้อมเต้นแทน
.
.
.
ผมเปิดประตูห้องซ้อมเข้าไปแต่ไม่ปรากฏร่างบอบบางของคนที่ผมตามหาอยู่ ผมตัดสินใจ
เดินออกจากห้องแล้วย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมที่เพิ่งเดินมาด้วยความหวังว่าจะเจอกับคีย์
และเมื่อเดินใกล้ถึงลิฟท์ของตึกผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากใครบางคนที่ผมจำได้ดี ผมยิ้ม
ให้กับตัวเองพลางรีบเดินก่อนเลี้ยวไปตามทางเดินข้างหน้า
ภาพตรงหน้าทำให้ผมก้าวถอยหลังห่างออกมา ผมก้าวไปยืนหลบมุมไม่ให้คนสองคนที่อยู่
ในสายตารับรู้ถึงการมาของผม ผมยังคงจับจ้องภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและอึดอัด
โดยที่ผมไม่สามารถเคลื่อนสายตาไปไหนได้ราวกับว่าผมถูกบังคับให้ทนดูภาพตรงนั้นต่อไป
จวบจนกระทั่งร่างบอบบางคุ้นตาหมุนตัวมาและเดินตรงมาทางที่ผมยืนอยู่ ผมรีบก้าวพ้นจาก
มุมมืดก่อนจะทำทีเดินไปยังทางเดินด้านหน้าอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก
“อ๊ะ” เสียงอุทานเบา ๆ ลอดมาจากริมฝีปากบางเมื่อคีย์เดินเกือบชนกับผมตรงหัวมุมทางเดิน
ผมมองร่างบอบบางตรงหน้าด้วยความสงสัยที่อีกฝ่ายไม่ยอมสบสายตา
“เมื่อกี๊นายคุยกับใครอยู่หรอ?” และเป็นอีกครั้งที่ผมจะเป็นคนผูกบทสนทนาขึ้นมา
“พี่โจวหมี่”
คีย์เงยหน้าตอบคำถามผมสั้น ๆ ก่อนจะก้มหน้าลงใช้สองมือกางถุงกระดาษพิมพ์ลายแบรนด์ดัง
ในมือออกกว้าง ภายในถุงมีทั้งขนมที่รวมมากับของบางอย่างที่บรรจุห่อพิมพ์ลายเดียวกับถุง
กระดาษใบใหญ่ คีย์ใช้มือข้างหนึ่งหยิบเอาถุงกระดาษใบย่อมที่พิมพ์แบรนด์อีกชื่อหนึ่งแยก
ออกมาซึ่งประทับตราสินค้าเป็นแบรนด์โปรดของผม หัวใจผมลิงโลดด้วยความยินดีเมื่อเห็นว่า
คีย์ยื่นถุงกระดาษใบย่อมนั้นมาให้ผม
...คงจะฝากพี่โจวหมี่ซื้อมาให้สินะ
คีย์เงยหน้าขึ้นมองผมพร้อมรอยยิ้มบางแต่มันกลับขัดกับดวงตาคู่เรียวสวยที่ดูหมองเศร้า
ผมมองใบหน้าอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจในขณะที่ยื่นมือรับถุงกระดาษใบย่อมนั้น
“พี่ทงแฮฝากมาให้”
คีย์พูดจบก็เดินจากไป ในขณะที่ผมเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่และจ้องมองแผ่นหลังบางที่กำลัง
เดินห่างออกไปช้า ๆ ด้วยความรู้สึกวูบโหวงในอกที่ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าเพราะอะไร
.
.
.
ผมเดินกลับมาที่ห้องซ้อมเต้นอีกครั้งคราวนี้สมาชิกในวงอยู่กันพร้อมหน้า คีย์กำลังรื้อ
ข้าวของในถุงกระดาษใบใหญ่ออกมาก่อนจะโวยวายใส่พี่จงฮยอนที่คว้าเอาถุงขนมกับ
ช็อคโกแลตบาร์ไปเป็นเจ้าของหน้าตาเฉยก่อนจะส่งคืนเจ้าของตามเดิมเมื่อเจอลูกอ้อน
ของน้องเล็กเข้าไป ส่วนผมได้แต่นั่งมองทุกคนอยู่ที่อีกมุมอย่างเงียบ ๆ
/Rrrrr/
ผมละสายตาจากภาพตรงหน้าเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองดังขึ้น ผมหยิบดูว่าใคร
โทรมาหาตอนนี้ก่อนจะรีบกดรับเพราะไม่อยากเสียมารยาทกับอีกฝ่าย
“สวัสดีครับพี่ทงแฮ”
ผมเอ่ยเสียงเบาก่อนจะเหลือบมองทุกคนที่ดูเหมือนจะสนใจกันขึ้นมาทันที สายตาทุกคนเต็มไป
ด้วยความอยากรู้ ยกเว้นเพียงใครบางคนที่นั่งเก็บข้าวของที่รื้อออกมาเมื่อครู่ไม่สนใจผมแม้แต่
นิดเดียว...
‘...โฮ ...มินโฮ ได้ยินพี่พูดหรือเปล่า!?’
ผมขานรับปลายสายเมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาทกับพี่ทงแฮ ก่อนจะสนใจบทสนทนาของอีกฝ่ายต่อ
‘ได้ของฝากแล้วใช่มั้ย? พอดีพี่เห็นโจวหมี่จะเอาของไปให้คีย์น่ะ พี่ก็ไม่มีเวลาไปให้เองเลยฝากไป’
ผมเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายก่อนจะวางสายเมื่อได้ยินเสียงเพลงดังขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมองเห็นทุกคน
กำลังวอร์มอัพร่างกายเพื่อให้พร้อมกับการซ้อมเต้นตลอดหลายชั่วโมงนับจากนี้ มองร่างบอบบาง
ของคีย์ที่กำลังตั้งอกตั้งใจยืดเส้นยืดสายก่อนจะหยุดเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้าตัวดังขึ้น
“พี่โจวหมี่”
ผมหยุดชะงักก่อนจะเหลือบมองคีย์ที่กำลังเดินไปยืนคุยที่มุมห้อง ใบหน้าหวานยิ้มแย้มจนผมต้อง
กำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์ไม่ให้ตัวเองเดินเข้าไปกระชากโทรศัพท์มือถืออกมาจากมือของคีย์
ผมจ้องมองอีกฝ่ายแต่คีย์ก็ยังคงสนใจอยู่กับการพูดคุยจนกระทั่งครูสอนเต้นเดินเข้ามาถึงได้ยอม
วางสายและเดินมารวมตัวเพื่อซ้อมเต้น
คีย์กับพี่โจวหมี่...
สนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่
ทำไม...ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย
.
.
.
เข็มสั้นใกล้แตะเลขหนึ่งเข้าไปทุกที กว่าพวกเราจะซ้อมเต้นเพลงที่จะใช้โปรโมทถูกใจครูก็เล่น
เอาหมดแรงไปตาม ๆ กัน พวกเราคว้ากระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นพาดไหล่ก่อนจะเดินออกจาก
ห้องซ้อมแล้วลงลิฟท์มายังชั้นล่างที่ตอนนี้เหลือเพียงแสงไฟจากเพดานสูงให้พอเดินกันได้ลาง ๆ
เท่านั้น
ผมเดินตามแทมินขึ้นไปก่อนจะเดินผ่านไปยังเบาะแถวหลังสุด ผมมองคีย์ที่วางถุงกระดาษ
ของฝากนั่นกั้นกลางด้วยความขุ่นมัว คีย์ยังคงไม่สนใจผมเหมือนกับว่าผมไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้
...อยู่ใกล้ ๆ เขาเลย มือบางสาละวนรื้อสายหูฟังออกมาจากกระป๋าก่อนจะเสียบเข้ากับตัวเครื่อง
ไอพอดและหลุดไปอยู่ในโลกแห่งเสียงเพลงปล่อยให้ผมนั่งเหลือบมองไปตลอดทาง
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก ทุกคนก็ลงมติให้น้องเล็กที่เพิ่งตื่นจากการนอนหลับบนรถตู้ได้ไป
อาบน้ำก่อนเป็นคนแรกและมีผมเป็นคนอาสาอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย เกือบหนึ่งชั่วโมงที่รอ
คอยการอาบน้ำทำให้เมื่ออาบน้ำเสร็จผมกลับไม่รู้สึกง่วงนอนเหมือนอย่างคนอื่น ๆ ที่พากัน
เข้านอนกันเป็นที่เรียบร้อยผมวางพาดผ้าเช็ดตัวกับราวแขวนก่อนจะเดินกลับมาที่เตียงเพื่อ
ล้มตัวลงนอน แต่จู่ ๆ ผมก็นึกอยากจะมองใบหน้าตอนหลับของคนที่อยู่เหนือเตียงนอนของ
ผมเหมือนกับหลาย ๆ คืนก่อนหน้านี้
ไม่อยู่...
คีย์ไม่ได้นอนอยู่บนเตียง
...หายไปไหน?
ผมรีบวิ่งพรวดออกมาจากห้องนอนเพื่อตามหาร่างบอบบางที่สมควรจะนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง
ผมก้าวเข้าไปยังห้องครัวที่มืดสนิทก่อนจะกดเปิดไฟให้สว่างแต่ก็ไม่พบใครอยู่ในห้อง หัวใจผม
กำลังว้าวุ่นด้วยความเป็นห่วงบวกกับหงุดหงิดที่อีกฝ่ายหายไปไม่บอกกันสักคำ
เสียงหัวเราะดังแว่วเข้าหูก่อนที่ผมจะสาวเท้าตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่มืดสนิทไม่ต่างกัน ผมกวาด
สายตามองไปรอบห้องก่อนจะสะดุดกับเงาของใครบางคนที่กำลังนั่งพิงบานกระจกใสของประตู
ที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับระเบียง ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเปิดประตูบานใสออกไปยืน
มองอีกฝ่ายที่ดูท่าทางจะยังไม่รับรู้การมาของผมเลยด้วยซ้ำ
“ผมเปิดดูหมดแล้ว ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับ คราวหลังไม่ต้องซื้อมาฝากหรอกนะครับ...ผมเกรงใจ”
เพียงแค่ได้ยินคีย์พูดกับปลายสายก็รู้ได้อย่างไม่ยากเลยว่าคีย์กำลังคุยอยู่กับใคร ผมกำมือทั้ง
สองข้างแน่นแล้วพยายามข่มใจนับเลขให้ถึงร้อยเพื่อไม่ให้ตัวเองระเบิดอารมณ์ออกมา ผมไม่รู้
เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจแบบนี้ แต่มันก็เป็นอีกครั้งที่ผมอยากจะเข้าไป
กระชากโทรศัพท์ของคีย์ออกมาเขวี้ยงทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่สุดท้ายผมก็ทำเพียงแค่เรียกให้
อีกฝ่ายละความสนใจจากการคุยโทรศัพท์และหันหน้ามาสนใจผมบ้าง
“คีย์...ไปนอนได้แล้ว”
เจ้าของชื่อเงยหน้ามามองผมด้วยสายตาไม่บอกความรู้สึกใด ๆ ก่อนจะให้ความสนใจกับปลายสาย
ต่อ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมาริมฝีปากถึงได้ยู่เข้าหากันอย่างแสนงอน ท่าทางแบบนั้นที่ผมไม่
เคยเห็นเขาทำกับใครนอกจากผมและทุกคนในวง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
ทำไมคีย์ถึงเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้
เพราะอะไรกัน?
“โอเค ๆ งั้นผมไปนอนก็ได้ เดินทางปลอดภัย...ฝันดีนะครับ”
มือบางกดวางสายพร้อมรอยยิ้มบางอย่างที่ผมเห็นแล้วยิ่งรู้สึกไม่พอใจ ร่างบอบบางลุกขึ้นยืน
ก่อนจะเดินสวนผมที่ยืนอยู่ริมประตูกระจกบานใสโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรออกมาสักคำ ผมคว้า
ข้อมือบางของคีย์เอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินจากไป คีย์สะบัดมือจากผมสุดแรงแต่ผมก็ยังคงจับ
ข้อมือบางบีบเอาไว้แน่นจนใบหน้าหวานสะบัดมามองด้วยสายตาไม่พอใจ
“ปล่อยฉันนะมินโฮ ฉันเจ็บ!”
“ไม่ จนกว่านายจะตอบฉันก่อนว่าทำไมถึงเมินฉัน?”
“ฉันไม่ได้เมิน”
“นายเมินฉัน นายไม่ยิ้มให้ฉัน มันหมายความว่ายังไงคีย์!”
“จะอะไรนักหนามินโฮ! ฉันต้องยิ้มให้นายทุกวันหรือไงนายถึงจะพอใจน่ะ อย่ามาทำตัว
เด็ก ๆ แบบนี้ได้มั้ย ปล่อยได้แล้ว ฉันจะไปนอน!”
คำพูดหมางเมินทำเอาผมหมดแรงที่จะเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายเอาไว้อีก คีย์สะบัดแขนก่อนเดินจากไป
ไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
คำพูดของเขา...
กำลังเชือดเฉือนหัวใจ
กำลังมอบสิ่งที่เรียกว่า “ความเจ็บปวด” ให้กับผม
ที่ผมเป็นแบบนี้...
เพราะคำว่า “รัก” ใช่มั้ย?
ผมรักเขา...และกำลังเสียเขาไปใช่หรือเปล่า?
.
.
.
ผมนอนไม่หลับทั้งคืนแม้ว่าจะพยายามข่มตาหลับแค่ไหน แต่ภาพคีย์กำลังเดินจากไปและ
คำพูดเย็นชานั้นทำให้ผมนอนหลับไม่ลงจนกระทั่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านผืนสวยเข้ามา
เพียงไม่นานเสียงกุกกักเบา ๆ ดังขึ้นจากเตียงนอนชั้นสอง ผมรีบหลับตาแน่นและเงี่ยหูฟังด้วย
ใจระทึก และหัวใจยิ่งเต้นแรงเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ผมจำได้ดีว่าเป็นของคีย์ลอยเข้ามาแตะ
จมูกใกล้ ๆ
“ขอโทษนะมินโฮ...”
เสียงคีย์ที่กระซิบข้างหูทำเอาผมแทบคลั่ง ถ้าไม่ติดว่าผมกำลังแกล้งหลับอยู่ ผมคงจะรีบลืมตา
ขึ้นมามองหน้าคีย์และจับเขาเพื่อถามหาความจริง...คีย์ขอโทษผมเรื่องอะไรกัน...ผมไม่เข้าใจ
สักพักคีย์เดินออกจากห้องนอนไป ผมลืมตาโพลงก่อนผุดลุกขึ้นนั่งและพยายามรวบรวมสิ่งที่
ผมรู้ทั้งหมดมานั่งคิดว่าทำไมคีย์ถึงได้พูดขอโทษเขา หรือว่าจะขอโทษที่พูดแรงกับเขาเมื่อคืนนี้?
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นมาจนผมสะดุ้งมองหาที่มาด้วยความตกใจ จงฮยอนทอดถอนหายใจ
หันมาสบตาผมก่อนส่ายศีรษะไปมาและลุกขึ้นจากเตียงเบา ๆ เพราะกลัวร่างบอบบางที่นอน
ด้วยกันจะตื่นขึ้นมาก่อนจะเดินมานั่งที่ริมเตียงของพี่จินกิที่ยังคงนอนเอาผ้าห่มคลุมเสียมิด
ไปทั้งตัว
“นี่ไม่รู้จริง ๆ หรอ?”
“พี่หมายถึงอะไรล่ะ?”
“ก็ความรู้สึกของคีย์ไง...ทำหน้าแบบนี้คงยังไม่รู้สินะ เฮ้อ...สงสารคีย์มันจริง ๆ”
“งั้นพี่ก็บอกผมสิ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน” พอผมพูดจบพี่จงฮยอนกลับส่ายหน้ารัวและพูด
ปิดท้ายก่อนจะเดินจากไป
“นายต้องค้นหามันด้วยตัวเอง ใช้หัวใจของนายสิแล้วจะเจอคำตอบ...แต่ถ้าไม่เจอก็
แสดงว่าแกมันโง่จริง ๆ ว่ะมินโฮ”
มีหลายคนบอกว่า...
พระเจ้าทรงเมตตาคนโง่เขลาเสมอ
ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง
ขอพระองค์เมตตาผม...ชเว มินโฮคนโง่คนนี้
ที่กำลังทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจ็บปวด”
ขอพระองค์เมตตา...
มอบแสงสว่างให้กับผมด้วยเถิด
TBC
Author's TALK:
สวัสดีค่ะทุกคน
มาต่อพาทสองจนได้ ด้วยเหตุจากเสียงคอมเม้นท์ส่วนใหญ่
มาลงช้ากว่าที่บอร์ดชายน์นี่ไทยฯ นิดนึง
พอดีมีเหตุให้อารมณ์ไม่ปกตินิดหน่อย
แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ (ถ้าไม่มีใครมาซ้ำเติมอ่ะนะ - -*)
สำหรับพาทหนึ่ง...ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ
ขอบคุณมากจริงๆ ได้อ่านคอมเม้นท์แล้วดีใจมากมาย~
เพราะไม่ค่อยมั่นใจกับการแต่งฟิกแนวนี้เท่าไหร่
ทั้งอิงวงแล้วยังเศร้าอีก - -"
พาทสองมาพร้อมกับมินโฮ...
พยายามอย่างสุดความสามารถเลยค่ะ เข็นมาได้สุดๆแล้ว
มีความรู้สึกว่ามันไม่เศร้าเท่าที่ควรจะเป็นเลย
ออกแนวมานั่งสมน้ำหน้ามินโฮ(ที่ยังโง่)มากกว่า แหะๆ = ="
แถมปิดท้ายเป็น TBC เข้าไปอีก
แหะๆ จนแล้วจนรอดต้องมีสามพาทแหละค่ะ
ไม่งั้นจบแบบนี้ คงจะดูค้างคากันอีกเนอะ~
หมดเรื่องระบาย(?)แล้ว
เจอกันอีกครั้งในพาทจบนะคะ ><"
















ลุ้นๆ อยากให้มินคีย์สมหวังอ่ะค่ะ
รีบๆรู้ใจตัวเองนะ มินโฮ
#1 By (61.19.199.142) on 2009-10-27 00:48